สวยพร้อมหายนะ “แอคโนทิน” ยารักษาสิวอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

สวยพร้อมหายนะ “แอคโนทิน” ยารักษาสิวอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

  • By :
  • Category : news
  • Comment : 0

ซื้อง่ายขายคล่องชนิดสั่งได้ทุกที่ทุกเวลาสำหรับยารักษาสิว นำมาปรับประทานกันทุกวันเพื่อความสวยใสงดงาม ทว่าผลข้างเคียงที่ตามมาต้องแลกมาด้วยอันตรายต่อร่างกายที่นับว่ามีมากและรุนแรงหากใช้ผิดวิธี ทำให้ต้องมีการควบคุมการใช้เป็นยาควบคุมพิเศษที่จำเป็นต้องมีใบสั่งแพทย์ก่อนจึงจะสามารถซื้อยาจากร้านขายยาได้

เนื่องจากกลุ่มยารักษาสิวประเภทนี้จัดเป็นยาในกลุ่ม กรดวิตามินเอชนิดรับประทาน ที่มีชื่อสามัญทางยาว่า ไอโสเตรติโนอิน (isotretinoin) หรือ เรติโน อิก แอซิด (retinoic acid) และมีชื่อทางการค้าที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ Roaccutane (โรแอคคิวเทน) Acnotin (แอคโนทิน) Sotret (โสเตรส) หรือ Isotane (ไอโสเทน) ฯลฯ โดยที่ยาชนิดนี้เป็นอนุพันธุ์ของกรดวิตามินเอที่จะทำหน้าที่ยับยั้งสาเหตุของ การเกิดสิว เช่น กดการทำงานของต่อมไขมันทำให้ผลิตสารที่เป็นไขมันลดลง ลดปริมาณเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบของสิวและยับยั้งการสร้างคอมีโดน การใช้ยาอย่างถูกต้องจากข้อมูลของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลแนะนำว่าในช่วง 1 เดือนแรกอาการของสิวมักจะแย่ลงและจะค่อยๆ ดีขึ้นภายหลัง ในระหว่างที่ใช้ยาอยู่นั้นอาจจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยารักษาสิวชนิดอื่น โดยเฉพาะชนิดทาภายนอกเนื่องจากการ รับประทานยาจะมีผลทำให้ผิวหนังแห้ง หลุดลอกและบางลง จนไม่สามารถทนต่อยารักษาสิวอื่นๆ ได้ นอกจากนี้ควร หลีกเลี่ยงการใช้ยาชนิดนี้ร่วมกับยา tetracycline เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการเกิดความดันในสมองสูง (idiopathic intracranial hypertension) ขึ้นโดยไม่มีสาเหตุได้
ซึ่งโทษขอยารักษาสิวชนิดนี้ยังมีผลทำให้เด็กทารกในครรภ์พิการแต่กำเนิดได้ และแม้ว่าเด็กทารกที่คลอดออกมาจะมีความปกติแต่ก็ มีความเสี่ยงสูงที่จะพบความบกพร่องทางสมองและเชาว์ปัญญาได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ที่ได้รับยาจะต้องคุมกำเนิดก่อนรับประทานยาอย่างน้อย 3 เดือน และคุมกำเนิดตลอดระยะเวลาที่ใช้ยาตัวนี้ในการรักษา ที่สำคัญต้องหยุดยาล่วงหน้าอย่างน้อย3 เดือน ถึง 1 ปี ก่อนจึงจะตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย

ทำให้ผิวหนังแห้ง ลอก และไวต่อแสง ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดด นอกจากนี้อาจมีอาการตาแห้ง ปาก-คอแห้ง ทำให้เกิดความบกพร่องในการได้ยิน หรือเกิดเสียงหวีดในหู (tinnitus) ได้ ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยด่วน

ความเป็นพิษต่อตับ (hepatotoxicity) ดังนั้นควรเข้ารับการตรวจค่าการทำงานของตับ (liver function test) อยู่เสมอ หากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองควรหยุดยาและรีบมาพบแพทย์ ทำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูง (hyperlipidemia) โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ดังนั้นควรมีการตรวจระดับไขมันในเลือดอยู่เสมอในระหว่างที่รับประทานยา และหากไม่สามารถควบคุมระดับ ไขมันที่สูงขึ้นได้ควรหยุดรับประทานยาและไปพบแพทย์

หากรับประทานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน (มากกว่า 6 เดือน) อาจทำให้ความหนาแน่นกระดูกลดลง อาจทำให้เกิดภาวะกระดูกนุ่ม รวมถึงภาวะกระดูกพรุน ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อถูกทำลายอย่างรุนแรงอีกด้วย

นอกจากนี้ยังพบการรายงานเกี่ยวกับความผิดปกติทางจิต เช่น ซึมเศร้า จิตเภท มีพฤติกรรมรุนแรง ก้าวร้าว มีความคิดหรือมีความพยายามในการฆ่าตัวตาย (พบได้แต่น้อยมาก) จากการรับประทานยาดังนั้นผู้รับประทานยาควรได้รับการประเมินความผิดปกติทางด้านจิตใจก่อนการรับประทานยาและผู้รับประทานยาควรแจ้งแพทย์ทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์หรือพฤติกรรมที่ต่างไปจากเดิม

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์

admin